สิ้นสุดการรอคอยสำหรับแฟนบาสเกตบอลทั่วโลก เมื่อยอดการ์ดอัจฉริยะอย่าง สตีเฟน เคอร์รี สลัดอาการบาดเจ็บที่บริเวณหัวเข่าขวา กลับมาลงสนามช่วยทีม “สะพานทอง” โกลเดนสเตท วอร์ริเออร์ส ได้อีกครั้งในรอบกว่า 2 เดือน ท่ามกลางเสียงเชียร์กระหึ่มสนามเชสเซ็นเตอร์ ในเกมที่พบกับ ฮิวสตัน ร็อกเก็ตส์ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
แม้ในเกมนี้ เคอร์รี จะถูกส่งลงสนามในฐานะตัวสำรองเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี (นับตั้งแต่ปี 2012) เพื่อจำกัดเวลาเล่นป้องกันอาการบาดเจ็บซ้ำ แต่เจ้าตัวก็ยังโชว์คลาสระดับโลกด้วยการทำไปถึง 29 คะแนน จากการลงเล่นเพียง 26 นาที โดยชู๊ตสามแต้มลงไป 5 จาก 10 ครั้ง น่าเสียดายที่ลูกยิงไกลวินาทีสุดท้ายของเขาพลาดเป้าไปนิดเดียว ทำให้วอร์ริเออร์สพ่ายให้กับร็อกเก็ตส์ไปอย่างฉิวเฉียด 116-117
สตีเฟน เคอร์รี กับหมุดหมายใหม่: ยิงลงครบ 9,000 ลูกในประวัติศาสตร์ NBA
การกลับมาครั้งนี้ของ สตีเฟน เคอร์รี ไม่ได้มีดีแค่ความตื่นเต้น แต่เขายังสร้างสถิติส่วนตัวที่ยิ่งใหญ่ด้วยการกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 26 ในประวัติศาสตร์ของลีก NBA ที่สามารถชู๊ตลูกลงห่วง (Field Goals) ได้ครบ 9,000 ลูก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสม่ำเสมอและประสิทธิภาพในการทำแต้มตลอดระยะเวลาการค้าแข้ง
สตีฟ เคอร์ เฮดโค้ชของทีมได้กล่าวถึงลูกทีมคนเก่งว่า “เขาคือผู้เล่นที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์กีฬาของย่านเบย์แอเรีย การที่เขาหายไปนานทำให้เราตระหนักว่าพวกเราโชคดีแค่ไหนที่มีโอกาสได้ร่วมงานกับเขา” ทั้งนี้ ทีมแพทย์และสต๊าฟโค้ชยังคงต้องระมัดระวังเรื่องสภาพร่างกายของเคอร์รี โดยคาดว่าเขาจะยังไม่ลงเล่นแบบติดต่อกัน (Back-to-back) ในช่วงโปรแกรมที่เหลือของฤดูกาล
โมเมนต์ประวัติศาสตร์: สองพี่น้อง “เคอร์รี” ลงสนามพร้อมหน้าในสีเสื้อวอร์ริเออร์ส
อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ทำเอาแฟนบาสซึ้งไปตามๆ กัน คือจังหวะในควอเตอร์ที่สอง เมื่อ สตีเฟน เคอร์รี ได้ลงเล่นร่วมกับน้องชายอย่าง เซธ เคอร์รี ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาเช่นกัน ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรโกลเดนสเตท วอร์ริเออร์ส ที่สองพี่น้องตระกูลเคอร์รีได้ลงวาดลวดลายบนพื้นสนามพร้อมกันในเกมอย่างเป็นทางการ
ถึงแม้ผลการแข่งขันจะจบลงด้วยความปราชัยของทีมเจ้าบ้าน แต่ภาพรวมของการกลับมาครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกอย่างมากสำหรับวอร์ริเออร์ส ในการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ช่วงตัดสินของฤดูกาล โดยเฉพาะฟอร์มการเล่นของสตีเฟนที่ดูเหมือนว่าจะแทบไม่ต้องเคาะสนิมเลยแม้จะพักไปนานถึง 27 นัดก็ตาม แฟนๆ ต้องรอติดตามกันต่อว่า “เชฟเคอร์รี” จะพาทีมกลับมาคืนฟอร์มเก่งได้ทันเวลาหรือไม่ในเกมถัดไป

