Jeremy Lin

Jeremy Lin กับจุดเริ่มต้น Linsanity

Jeremy Lin กับจุดเริ่มต้น Linsanity

ถ้าจะพูดถึงหนึ่งในปรากฏการณ์ที่โคตรเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ NBA ช่วงยุค 2010s ชื่อของ Jeremy Lin ต้องติดอันดับต้นๆ แบบไม่ต้องคิดเยอะเลย เพราะเรื่องราวของเขาในฤดูกาล 2011-12 มันไม่ใช่แค่ “นักบาสฟอร์มดี” ธรรมดา แต่มันคือเทพนิยายของคนที่แทบไม่มีที่ยืนในลีก แล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาระเบิดฟอร์มจนทั้งโลกต้องหันมามอง

ก่อนหน้าที่กระแส Linsanity จะระเบิด Lin อยู่ในสถานะที่เรียกได้ว่า “เกือบหลุดลีก” ด้วยซ้ำ เขาได้รับโอกาสลงเล่นไปแล้ว 9 เกม แต่เวลาที่ได้มันน้อยมาก บางเกมลงแค่ 1-2 นาที ดีหน่อยก็แตะ 9 นาที ซึ่งมันไม่พอจะโชว์อะไรให้ใครเห็นเลยแม้แต่นิดเดียว ชีวิตนอกสนามก็ไม่ได้สวยหรู เขาไม่กล้าแม้แต่จะเช่าอพาร์ตเมนต์เอง เพราะไม่รู้ว่าจะโดนเทรดหรือโดนปล่อยตัวเมื่อไหร่ สุดท้ายต้องไปนอนโซฟาห้องพี่ชายแบบชั่วคราว

แต่บางที NBA มันก็เป็นแบบนี้ โอกาสมันมาแบบไม่ทันตั้งตัว และเมื่อมันมาถึง คนที่คว้าไว้ได้เท่านั้นถึงจะรอด และ Lin ก็คือหนึ่งในคนไม่กี่คนที่ “คว้าโอกาสนั้นแบบไม่ปล่อยหลุดมือ”


Jeremy Lin จุดระเบิดฟอร์มโหด ชนะ 7 เกมรวด

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นตอนที่ผลงานทีมกำลังดิ่งลงเหว โค้ช Mike D’Antoni ตัดสินใจ “ลองของ” เพราะไม่มีอะไรจะเสียแล้ว บวกกับการที่ซูเปอร์สตาร์ของทีมมีอาการบาดเจ็บ ทำให้ Lin ได้โอกาสลงสนามแบบจริงจัง

และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น คือประวัติศาสตร์

Jeremy Lin พาทีมชนะรวด 7 เกมติด พร้อมโชว์ฟอร์มระดับโคตรสตาร์ ทั้งการทำแต้ม การจ่ายบอล และการคุมเกมแบบที่ไม่มีใครคาดคิด แฟนบาสทั่วโลกเริ่มตั้งคำถามว่า “ผู้ชายคนนี้คือใครวะ?” จากผู้เล่นโนเนม กลายเป็นหน้าหนึ่งของทุกสื่อ ไม่ว่าจะหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือรายการกีฬา

คำว่า Linsanity ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงเวลานั้น และมันไม่ใช่แค่กระแสในอเมริกา แต่มันระเบิดไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียที่แฟนๆ แห่เชียร์ Lin แบบคลั่งไคล้ สนามแทบแตกทุกเกม

ที่สำคัญ นี่คือช่วงเวลาที่โซเชียลมีเดียเริ่มบูม ทำให้ไฮไลต์ของเขาถูกแชร์กระจายไปแบบไวไฟ พูดง่ายๆ คือ ถ้าเกิดในยุคนี้ Lin อาจจะไวรัลหนักกว่านี้อีกหลายเท่า


New York Knicks กับปัญหาระบบทีม เมื่อความสำเร็จเริ่มไม่ลงตัว

แต่โลกความจริงมันไม่ได้สวยเหมือนในนิยายเสมอไป เมื่อทีม New York Knicks เริ่มกลับมามีตัวหลักครบ โดยเฉพาะการกลับมาของผู้เล่นคนสำคัญ ระบบของทีมเริ่มมีปัญหาแบบเห็นได้ชัด เพราะสไตล์ของ Lin กับระบบเดิมของทีมมัน “คนละทาง” กันโดยสิ้นเชิง

Lin เป็นการ์ดที่ต้องการบอล ต้องการคุมเกม ใช้ Pick & Roll เป็นหลัก เล่นเร็ว ตัดสินใจไว แต่ในขณะเดียวกัน ทีมก็มีผู้เล่นที่เน้นการเล่นแบบ Isolation หรือการเล่นเดี่ยว ซึ่งต้องการบอลเหมือนกัน

ผลลัพธ์คือความสับสนในสนาม
จะให้ใครเป็นศูนย์กลางของทีม ?
จะเล่นระบบไหนกันแน่ ?

คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และมันเริ่มลามไปถึงบรรยากาศในห้องแต่งตัว ที่เริ่มแบ่งฝั่งแบบเงียบๆ บางคนหนุน Lin เพราะเขาพาทีมชนะ แต่บางคนก็ไม่โอเคกับการที่บทบาทตัวเองลดลง

จากทีมที่กำลังพุ่ง กลายเป็นทีมที่เริ่มมี “รอยร้าว” แบบไม่ต้องพูดออกมาก็รู้


Carmelo Anthony กับดราม่าหลังบ้าน และจุดแตกหัก

เมื่อพูดถึงช่วงเวลานี้ จะไม่พูดถึง Carmelo Anthony ก็คงไม่ได้ เพราะเขาคือ ซูเปอร์สตาร์ของทีมในตอนนั้น และแน่นอนว่าเมื่อมีดาวสองดวงอยู่ในทีมเดียวกัน ปัญหามันย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

มีรายงานว่าบรรยากาศในทีมเริ่มตึงเครียด นักกีฬาบางคนแบ่งฝ่ายกันแบบชัดเจน และที่หนักสุดคือการที่มีการตั้งคำถามถึงระบบของโค้ช Mike D’Antoni ว่า “มันเอื้อให้ Lin มากเกินไปหรือเปล่า?”

สุดท้ายสถานการณ์มันบานปลายจนถึงจุดที่โค้ชต้องตัดสินใจลาออก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ D’Antoni คือคนที่เชื่อมั่นใน Lin และให้โอกาสเขาแจ้งเกิด

หลังจากนั้น Lin ยังได้ลงเล่นต่อก็จริง แต่บทบาทของเขาเริ่มเปลี่ยนไป เขาต้องลดความโดดเด่นลง เล่นแบบระวังตัวมากขึ้น จ่ายบอลมากขึ้น และพยายามไม่แย่งซีนจากซูเปอร์สตาร์ของทีม

แล้วก็เหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก
Lin ได้รับบาดเจ็บหมอนรองกระดูกเข่าฉีกขาด ต้องปิดฤดูกาลก่อนเพื่อน หมดโอกาสช่วยทีมในรอบเพลย์ออฟ

จากคนที่กำลังพีคที่สุด กลายเป็นคนที่ต้องนั่งดูเพื่อนเล่นอยู่ข้างสนาม


บทสรุป Jeremy Lin ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ทรงคุณค่า

สุดท้ายแล้ว Linsanity ก็จบลงแบบที่ไม่มีใครอยากให้เป็น Jeremy Lin ต้องเผชิญกับทุกอย่างพร้อมกัน ทั้งอาการบาดเจ็บ บรรยากาศในทีมที่ไม่เอื้อ โค้ชที่ให้โอกาสก็ไม่อยู่ และสัญญาที่กำลังจะหมดลง ทำให้เขาแทบไม่มีทางเลือกมากนัก

แม้ทีมจะสามารถสู้ราคาเพื่อเก็บเขาไว้ได้ แต่สุดท้ายก็ไม่เกิดขึ้น และเขาต้องย้ายไปเริ่มต้นใหม่กับทีมอื่น

ในช่วงเวลานั้น คำพูดของ Carmelo Anthony กลายเป็นประเด็นร้อนทันที

“It’s up to the organization to say they want to match that ridiculous contract that’s out there.”
(มันขึ้นอยู่กับทางทีมว่าจะอยากสู้กับ “สัญญาที่น่าขำ” แบบนั้นหรือเปล่า)

ในขณะที่ฝั่งของ Lin เองก็ออกมายอมรับความรู้สึกแบบตรงไปตรงมา

“ผมอยากกลับไปที่นั่นจริงๆ ผมรักแฟนๆ ผมรักเพื่อนร่วมทีม (ส่วนใหญ่) และผมรักพลังของเมืองนี้ ผมเสียใจมากเมื่อรู้ว่าทีมตัดสินใจปล่อยผมไป มันเหมือนอกหักเลยล่ะ”

“เราไม่ได้มีโอกาสพิสูจน์เลยว่ามันจะเวิร์กไหม ผมคิดเสมอว่าถ้าผมอยู่ต่อ และเราหาจุดลงตัวกันได้ ทีมนั้นน่าจะไปได้ไกลมาก”

แม้ตอนจบจะไม่สวย แต่เส้นทางของ เขา ก็ไม่ได้จบลงแค่นั้น เขายังคงสู้ต่อใน NBA ผ่านทั้งอาการบาดเจ็บและบทบาทที่เปลี่ยนไป จนสุดท้ายสามารถคว้าแชมป์ NBA ได้สำเร็จกับ Toronto Raptors

Linsanity อาจเป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่สิ่งที่มันสร้างไว้คือแรงบันดาลใจระดับโลก มันพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้คุณจะเป็นใคร มาจากไหน ถ้ามีโอกาสแล้วคว้ามันไว้ได้ ชีวิตคุณอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล

และนั่นแหละ คือเหตุผลที่ชื่อของ เขา จะไม่มีวันหายไปจากประวัติศาสตร์ตลอดกาล

ลูก้าและเลบรอน นำทีมสร้างชัยชนะ ในคืนแข่งขัน 8 เกม NBA

ลูก้าและเลบรอน นำทีมสร้างชัยชนะ ในคืนแข่งขัน 8 เกม NBA

Philadelphia 76ers

Philadelphia 76ers กับปริศนาใหญ่ก่อนเพลย์ออฟ