Step Back

Step Back คืออะไร ไขจังหวะนับก้าวและการทำ Traveling เมื่อผู้เล่นรวบบอลก่อนถอยยิง

Step Back คืออะไร ไขจังหวะนับก้าวและการทำ Traveling เมื่อผู้เล่นรวบบอลก่อนถอยยิง

Step Back คืออะไร ทำความเข้าใจเทคนิคการถอยเท้ายิงบาสเกตบอล พร้อมวิธีนับก้าวเมื่อรวบบอล ลูกบอลหมุนบนมือ และหลักตัดสิน Traveling ตามกติกา FIBA

การถอยเท้าเพื่อสร้างพื้นที่ยิงเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ทำให้เกมบาสเกตบอลมีสีสันมากขึ้น โดยเฉพาะท่า สเต็ปแบ็ค ที่เราเห็นผู้เล่นระดับ NBA อย่าง James Harden ใช้หลอกแนวรับจนเสียจังหวะ ก่อนสร้างพื้นที่ว่างและปล่อยลูกยิงสามคะแนนอย่างแม่นยำ

แต่เบื้องหลังท่าที่ดูเหมือนเป็นเพียงการถอยหลังหนึ่งหรือสองก้าว กลับมีรายละเอียดด้านกติกาที่น่าสนใจ เพราะสิ่งที่ผู้ตัดสินต้องพิจารณาไม่ใช่แค่ผู้เล่นขยับเท้าไปกี่ครั้ง แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าผู้เล่นควบคุมลูกบอลและสิ้นสุดการเลี้ยงบอลในจังหวะใด

โดยเฉพาะจังหวะที่ลูกบอลหมุนอยู่บนมือ หรือที่หลายคนเรียกว่า Gather ก่อนเริ่มถอยเท้า คำถามสำคัญคือเราควรเริ่มนับก้าวตั้งแต่เมื่อไร และ แบบไหนที่ถือว่าถูกกติกา?

Step Back คืออะไร? ทำไมผู้เล่นบาสเกตบอลถึงนิยมใช้

เป็นเทคนิคการเคลื่อนที่เพื่อสร้างระยะห่างระหว่างผู้เล่นฝ่ายรุกกับผู้เล่นฝ่ายรับ โดยผู้เล่นจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางหนึ่ง ก่อนถอยเท้ากลับเพื่อสร้างพื้นที่สำหรับการกระโดดยิง

จุดประสงค์หลักคือทำให้ผู้เล่นฝ่ายรับเสียจังหวะหรือไม่สามารถเข้าประกบได้ทัน ส่งผลให้ผู้เล่นฝ่ายรุกมีพื้นที่สำหรับปล่อยลูกยิงมากขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ James Harden ซึ่งมีชื่อเสียงจากการใช้เทคนิคนี้ เพื่อสร้างพื้นที่ยิงสามคะแนน รวมถึงผู้เล่นอีกหลายคนใน NBA ที่นำเทคนิคนี้มาใช้เป็นอาวุธในการทำคะแนน

อย่างไรก็ตาม สเต็ปแบ็ค ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว โดยท่าที่พบเห็นได้บ่อย ได้แก่

  • สเต็ปแบ็ค: ถอยเท้ากลับเพื่อสร้างระยะห่างจากผู้เล่นฝ่ายรับ ก่อนขึ้นยิง
  • Side Step: ก้าวออกด้านข้างเพื่อหลบแนวป้องกันและเปิดมุมยิง
  • Back Step: การถอยเท้าไปด้านหลังเพื่อสร้างพื้นที่ โดยอาจเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะ สเต็ปแบ็ค

แม้รูปแบบการเคลื่อนที่จะแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกท่ามีเหมือนกันคือ ผู้เล่นต้องควบคุมจังหวะการเลี้ยงบอลและการก้าวเท้าให้ถูกต้องตามกติกา

Step Back ต้องเริ่มนับก้าวเมื่อไร? เข้าใจจังหวะ Gather และการรวบบอล

นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดในการพิจารณาว่า สเต็ปแบ็ค เป็นการเคลื่อนที่ที่ถูกกติกาหรือเป็น Traveling

ตามกติกา FIBA ต้องพิจารณาหลักการจาก Art. 24 — Dribbling และ Art. 25 — Travelling โดยเฉพาะจังหวะที่การเลี้ยงบอลสิ้นสุดลง

Art. 24 — Dribbling ระบุว่าการเลี้ยงบอลจะสิ้นสุดลงเมื่อผู้เล่นสัมผัสลูกบอลด้วยมือทั้งสองข้างพร้อมกัน หรือปล่อยให้ลูกบอลหยุดนิ่งอยู่ในมือข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง

ดังนั้น การที่ลูกบอลหมุนอยู่บนมือไม่ได้หมายความว่าการเลี้ยงบอลสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ผู้ตัดสินต้องพิจารณาว่าผู้เล่นยังคงเลี้ยงบอลอยู่หรือได้ควบคุมลูกบอลในลักษณะที่ทำให้การเลี้ยงบอลสิ้นสุดลงแล้ว

ตัวอย่างเช่น

กรณีที่ 1: ลูกบอลยังอยู่ในจังหวะการเลี้ยงบอล

ผู้เล่นกำลังเลี้ยงบอลและเปลี่ยนทิศทางของลูกบอล โดยลูกบอลยังไม่หยุดนิ่งอยู่ในมือและยังไม่มีการสัมผัสบอลด้วยสองมือพร้อมกัน การเลี้ยงบอลจึงยังไม่สิ้นสุด

ในช่วงนี้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่และก้าวเท้าเพื่อสร้างจังหวะ โดยยังไม่ต้องเริ่มนับก้าวตามหลักการของการถือครองบอลหลังสิ้นสุดการเลี้ยงบอล

กรณีที่ 2: ผู้เล่นรวบบอลแล้ว

เมื่อผู้เล่นสัมผัสลูกบอลด้วยสองมือพร้อมกัน หรือปล่อยให้ลูกบอลหยุดนิ่งอยู่ในมือข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ถือว่าการเลี้ยงบอลสิ้นสุดลงแล้ว

จากจังหวะนี้ผู้ตัดสินต้องเริ่มพิจารณาการสัมผัสพื้นของเท้าตาม Art. 25 เพื่อดูว่าการเคลื่อนไหวหลังจากรวบบอลเป็นไปตามข้อกำหนดหรือไม่

สิ่งสำคัญคือ อย่าสับสนระหว่างการที่ลูกบอลหมุนอยู่บนมือกับการที่ลูกบอลหยุดนิ่งอยู่ในมือ เพราะเป็นรายละเอียดที่อาจส่งผลต่อการตัดสินโดยตรง

Art. 25 Travelling: หลักการนับก้าวหลังรวบบอล

เมื่อการเลี้ยงบอลสิ้นสุดลงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาลำดับการสัมผัสพื้นของเท้า ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกติกา Traveling

ตาม Art. 25 ผู้เล่นที่กำลังเคลื่อนที่หรือสิ้นสุดการเลี้ยงบอล สามารถใช้สองก้าวเพื่อหยุดตัว ส่งบอล หรือยิงประตูได้ โดยมีหลักการดังนี้

ก้าวที่ 1 (First Step)

เกิดขึ้นเมื่อเท้าข้างใดข้างหนึ่ง หรือเท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้น หลังจากผู้เล่นได้ควบคุมลูกบอลแล้ว

ก้าวที่ 2 (Second Step)

เกิดขึ้นเมื่อเท้าอีกข้างหนึ่งสัมผัสพื้นหลังจากก้าวแรก หรือเท้าทั้งสองข้างสัมผัสพื้นพร้อมกัน

หลังจากนั้นผู้เล่นต้องปล่อยลูกบอลเพื่อยิงหรือส่งบอลตามเงื่อนไขของกติกา ไม่สามารถก้าวเพิ่มจนเกิดการเคลื่อนที่ผิดระเบียบได้

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาไม่ได้จบแค่การนับหนึ่งถึงสอง เพราะยังต้องดูด้วยว่าผู้เล่นลงพื้นด้วยเท้าใด และมีการกำหนดเท้าหลัก (Pivot Foot) อย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากผู้เล่นกระโดดออกจากเท้าข้างหนึ่งและลงพื้นด้วยเท้าทั้งสองพร้อมกัน ผู้เล่นจะไม่สามารถยกเท้าข้างหนึ่งแล้วนำกลับมาสัมผัสพื้นอีกครั้งก่อนปล่อยลูกบอลได้

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางจังหวะที่มองเผิน ๆ เหมือนผู้เล่นก้าวเพียงสองครั้ง แต่กลับถูกเป่า Traveling เพราะลำดับการลงพื้นไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

ผู้ตัดสินควรพิจารณาอะไรบ้างเมื่อเจอจังหวะ สเต็ปแบ็ค?

สำหรับผู้ตัดสิน การพิจารณาจังหวะนี้ ไม่ควรเริ่มจากการมองว่าผู้เล่นถอยหลังไปกี่ก้าว แต่ต้องย้อนกลับไปวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่ก่อนรวบบอล

หลักสำคัญที่ควรพิจารณามี 4 ข้อ

  1. จังหวะควบคุมลูกบอล: ผู้เล่นเริ่มควบคุมลูกบอลเมื่อไร และมีการเปลี่ยนจากการเลี้ยงบอลไปสู่การถือบอลตอนไหน
  2. จังหวะสิ้นสุดการเลี้ยงบอล: ลูกบอลสัมผัสสองมือพร้อมกัน หรือหยุดนิ่งอยู่ในมือข้างเดียวหรือทั้งสองข้างแล้วหรือไม่
  3. ลำดับการสัมผัสพื้น: เท้าข้างใดสัมผัสพื้นเป็นก้าวแรกและก้าวที่สองหลังจากควบคุมลูกบอล
  4. การใช้เท้าหลัก: ผู้เล่นเคลื่อนไหวเท้าตามข้อกำหนดของ Art. 25 หรือมีการยกและวางเท้าหลักผิดกติกา

การพิจารณาทั้งสี่จุดนี้จะช่วยให้แยกแยะได้ว่าผู้เล่นกำลังใช้เทคนิคนี้ อย่างถูกต้อง หรือกำลังเคลื่อนที่เกินข้อกำหนดจนเข้าข่าย Traveling

สรุป Step Back ไม่ผิดกติกา หากควบคุมจังหวะรวบบอลและการก้าวเท้าได้ถูกต้อง

สเต็ปแบ็ค เป็นเทคนิคการสร้างพื้นที่ยิงที่สามารถทำได้อย่างถูกต้องตามกติกาบาสเกตบอล แต่สิ่งที่ทำให้จังหวะนี้กลายเป็น Traveling คือการเคลื่อนไหวของเท้าหลังจากผู้เล่นควบคุมลูกบอลและสิ้นสุดการเลี้ยงบอลแล้ว

จำไว้ว่า การนับก้าวไม่ได้เริ่มจากจังหวะที่ผู้เล่นเริ่มถอยเท้าเสมอไป แต่ต้องพิจารณาก่อนว่าการเลี้ยงบอลสิ้นสุดลงเมื่อไร จากนั้นจึงนำลำดับการสัมผัสพื้นของเท้ามาวิเคราะห์ตาม Art. 25

ดังนั้น หากต้องการตัดสินจังหวะแบบนี้ให้แม่นยำ อย่ามองเพียงภาพสุดท้ายว่าผู้เล่นถอยไปกี่ก้าว แต่ต้องย้อนดูจังหวะ Gather การควบคุมลูกบอล และการเคลื่อนไหวของเท้าตั้งแต่ต้นจนจบ

#อัพเดททันทุกข่าวกีฬา
#ข่าวบาสเกตบอลวันนี้
#ข่าวฟุตบอลอัปเดตล่าสุด

Jalen Williams

Jalen Williams บาดเจ็บหนัก! ธันเดอร์กังวลหลังถูกหามออกจากสนามเกมดับคลิปเปอร์ส

FAQ