โมโน

โมโน แวมไพร์ จากทีมลุ้นแชมป์ ABL สู่การปิดตำนานที่วงการบาสไทยยังคิดถึง

ย้อนเส้นทาง โมโน แวมไพร์ สโมสรบาสเกตบอลไทยที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการ ก่อนวิกฤตโควิด-19 และการปรับธุรกิจจะนำไปสู่การยุติทีมในปี 2020

บางครั้งสิ่งที่น่าเสียดายที่สุดในกีฬา ไม่ใช่การแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ แต่คือการไม่ได้รู้เลยว่าปลายทางของทีมชุดหนึ่งจะไปได้ไกลแค่ไหน และเรื่องราวของ ทีมค้างคาวอมตะ คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของวงการบาสเกตบอลไทย

ก่อนการแข่งขัน ASEAN Basketball League หรือ ABL ฤดูกาล 2019–2020 ต้องหยุดลงจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทีม กำลังอยู่ในช่วงผลงานยอดเยี่ยม มีสถานะเป็นหนึ่งในทีมแถวหน้าของตาราง และอยู่ในเส้นทางลุ้นความสำเร็จครั้งสำคัญ

แต่เมื่อการแข่งขันหยุดลงแบบไม่มีกำหนด ทุกอย่างที่วางไว้ก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน ทั้งแผนกีฬา รายได้ สปอนเซอร์ และต้นทุนในการบริหารทีมระดับอาชีพ

สุดท้ายเดือนพฤศจิกายน 2020 กลายเป็นช่วงเวลาที่แฟนบาสไทยต้องจดจำ เมื่อสโมสรยุติการทำทีม และชื่อของ “ค้างคาวอมตะ” หายไปจากการแข่งขันระดับอาชีพ

โมโน แวมไพร์ กับฤดูกาลที่ไม่มีโอกาสได้เล่นจนจบ

Mono Vampire ไม่ได้เข้าสู่ฤดูกาล ABL 2019–2020 ในฐานะทีมที่หวังเพียงมีส่วนร่วม แต่เป็นหนึ่งในสโมสรที่มีศักยภาพพร้อมแข่งขันกับทีมชั้นนำของภูมิภาคอย่างจริงจัง

ทีมมีทั้งผู้เล่นไทยระดับแนวหน้า นักกีฬาต่างชาติคุณภาพสูง รวมถึงโครงสร้างทีมงานและสตาฟฟ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขันในมาตรฐานระดับนานาชาติ

ผลงานช่วงก่อนการแข่งขันหยุดชะงักทำให้ความหวังเรื่องการลุ้นแชมป์มีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ

อย่างไรก็ตาม การระบาดของโควิด-19 ทำให้กีฬาอาชีพทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ABL เองไม่สามารถเดินหน้าการแข่งขันตามปกติได้ และฤดูกาลดังกล่าวก็ไม่สามารถกลับมาแข่งขันจนจบ

สำหรับสโมสรที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่าง Mono การไม่มีเกมแข่งขันไม่ได้หมายถึงเพียงการเสียโอกาสในสนาม แต่ยังส่งผลต่อโมเดลทางธุรกิจของทีมโดยตรง

รายได้จากการแข่งขันลดลง กิจกรรมกับผู้สนับสนุนได้รับผลกระทบ ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการรักษาโครงสร้างทีมยังคงมีอยู่

นี่คือโจทย์ที่หนักกว่าสกอร์บนสนามอย่างเทียบกันไม่ได้

เมื่อทิศทางธุรกิจเปลี่ยน สโมสรจึงต้องเปลี่ยนตาม

ช่วงเวลาเดียวกัน บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) มีการปรับทิศทางธุรกิจ โดยให้น้ำหนักกับธุรกิจสื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งมากขึ้น รวมถึงการบริหารต้นทุนในหลายส่วน

เมื่อมองในมิติของธุรกิจ การทำสโมสรบาสเกตบอลระดับสูงต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก

นี่เป็นทีมที่มีการลงทุนอย่างจริงจัง ทั้งการเซ็นสัญญาผู้เล่นต่างชาติที่ผ่านการแข่งขันระดับสูง การใช้ทีมงานโค้ชต่างชาติ การเดินทางไปแข่งขัน ABL ในหลายประเทศ รวมถึงการบริหารสนามเหย้าและระบบหลังบ้านของทีม

ในภาวะปกติ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของการสร้างทีมให้แข่งขันได้ในระดับเอเชีย

แต่ในช่วงที่การแข่งขันหยุด รายได้จากหลายช่องทางลดลง และภาพรวมธุรกิจต้องเข้าสู่โหมดควบคุมต้นทุน การรักษาโครงสร้างเดิมของสโมสรจึงกลายเป็นเรื่องยาก

ท้ายที่สุด การยุติทีมจึงเกิดขึ้นท่ามกลางความเสียดายของนักกีฬา ทีมงาน และแฟนบาสเกตบอลไทยจำนวนมาก

มากกว่าทีมบาส โมโน ช่วยเปลี่ยนภาพของบาสเกตบอลไทย

สิ่งที่ทำให้การหายไปของ Mono ส่งผลต่อความรู้สึกของแฟนกีฬาอย่างมาก คือสโมสรไม่ได้สร้างเฉพาะทีมที่แข็งแกร่งในสนามเท่านั้น

แต่ยังสร้าง “ระบบ” รอบกีฬาให้เติบโตไปพร้อมกัน

ในช่วงที่ทีมกำลังรุ่งขึ้นมา การแข่งขันบาสเกตบอลไทยมีพื้นที่บนสื่ออย่างต่อเนื่อง แฟนๆ สามารถติดตามเกมได้ง่ายขึ้น ขณะที่เด็กและเยาวชนได้เห็นนักบาสไทยลงแข่งขันในบรรยากาศแบบกีฬาอาชีพแทบทุกสัปดาห์

สำหรับคนที่ติดตามบาสไทยในช่วงเวลานั้น สิ่งเหล่านี้ถือเป็นความเปลี่ยนแปลงที่สัมผัสได้จริง

การมีสื่อในเครือช่วยให้เกมบาสเข้าถึงผู้ชมได้มากขึ้น ขณะที่สนามอย่าง Stadium 29 ก็เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ของแฟนกีฬา ทั้งในมุมของการเข้าชมเกมและภาพที่ถ่ายทอดออกไป

ระบบสถิติ การจัดการแข่งขัน การนำเสนอผู้เล่น และองค์ประกอบรอบสนามเริ่มถูกให้ความสำคัญมากขึ้น

บาสเกตบอลไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงในฐานะการแข่งขันหนึ่งรายการ แต่ถูกทำให้มีภาพของ “กีฬาอาชีพ” ชัดเจนขึ้น

และนี่อาจเป็นหนึ่งในมรดกที่สำคัญที่สุดที่ทิ้งเอาไว้

ผลงานของ Mono Vampire ที่ยังอยู่ในความทรงจำ

หากวัดกันด้วยผลงานในสนาม ช่วงเวลาของ ทีมนี้ อาจไม่ได้ยาวนานเมื่อเทียบกับสโมสรเก่าแก่หลายแห่ง แต่ความสำเร็จที่สร้างเอาไว้มีความหมายต่อบาสเกตบอลไทยไม่น้อย

หนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดคือการผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ ASEAN Basketball League 2017–2018 ก่อนจบการแข่งขันด้วยตำแหน่งรองแชมป์

การไปถึงรอบชิงของ ABL ทำให้ชื่อของสโมสรจากประเทศไทยได้รับการพูดถึงในเวทีบาสเกตบอลอาชีพระดับภูมิภาคมากขึ้น

ถัดมาในปี 2018 ทีมยังสร้างผลงานบนเวทีระดับเอเชียด้วยการคว้าอันดับ 3 ใน FIBA Asia Champions Cup ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของสโมสร

ส่วนในประเทศไทย Mono ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องใน Thailand Basketball League หรือ TBL โดยคว้าแชมป์สามฤดูกาลติดต่อกันในปี 2015, 2016 และ 2017

ความสำเร็จเหล่านั้นทำให้ทีมก้าวจากสโมสรที่เข้ามาสร้างสีสัน กลายเป็นหนึ่งในทีมที่มีบทบาทสำคัญต่อการแข่งขันบาสเกตบอลอาชีพของไทยในช่วงเวลานั้น

สนาม สื่อ สถิติ และอาชีพนักบาส คือสิ่งที่ โมโน ทิ้งไว้

ถ้ามองเฉพาะจำนวนถ้วยรางวัล เรื่องราวของ Mono Vampire อาจจบลงตั้งแต่วันที่สโมสรเลิกทำทีม

แต่ถ้ามองกว้างกว่านั้น ผลกระทบของทีมยังมองเห็นได้ผ่านบุคลากรที่กระจายอยู่ในวงการบาสไทย

นักกีฬา โค้ช สตาฟฟ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา ไปจนถึงทีมงานเบื้องหลังจำนวนหนึ่ง ต่างผ่านประสบการณ์ในระบบที่พยายามผลักดันมาตรฐานกีฬาอาชีพให้สูงขึ้น

แนวคิดเรื่องการมีสนามที่เหมาะสมกับการแข่งขัน ระบบสถิติที่จริงจัง การถ่ายทอดสดอย่างต่อเนื่อง และการนำเสนอเกมให้คนทั่วไปเข้าถึงง่าย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยทำให้ภาพของบาสเกตบอลไทยเปลี่ยนไป

อดีตผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องกับทีมเคยสะท้อนความรู้สึกถึงความเสียดายที่ต้องยุติโครงการซึ่งสร้างกันมาตั้งแต่ต้น พร้อมมองว่าสิ่งสำคัญที่เหลืออยู่คือองค์ความรู้ บุคลากร และประสบการณ์ที่ถูกส่งต่อไปยังส่วนอื่นของวงการ

ในอีกมุมหนึ่ง นั่นคือสิ่งยืนยันว่าความสำเร็จของสโมสรกีฬาไม่จำเป็นต้องวัดจากถ้วยรางวัลเพียงอย่างเดียว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ทำไมแฟนบาสยังคิดถึง

เหตุผลที่หลายคนยังพูดถึง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี อาจไม่ได้เกิดจากความสำเร็จของทีมเพียงเรื่องเดียว

แต่เป็นเพราะช่วงเวลานั้นทำให้แฟนกีฬาจำนวนหนึ่งได้เห็นว่า บาสเกตบอลไทยสามารถถูกนำเสนอในระดับที่ใหญ่กว่าที่เคยเป็นได้

มีสนามที่ดูดี มีเกมให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง มีนักกีฬาต่างชาติระดับสูงมาแข่งขันร่วมกับผู้เล่นไทย และมีสโมสรจากประเทศไทยออกไปต่อกรกับทีมชั้นนำของอาเซียนและเอเชีย

ความรู้สึกว่า “บาสไทยกำลังไปข้างหน้า” จึงเกิดขึ้นอย่างชัดเจน

นั่นทำให้การยุติทีมไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงข่าวของสโมสรหนึ่งที่เลิกกิจการ แต่เป็นเหมือนการหายไปของหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของวงการในช่วงเวลานั้น

แน่นอนว่าโลกธุรกิจกับโลกกีฬามีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน

สโมสรอาชีพจะเดินต่อไปได้ต้องอาศัยทั้งผลงาน รายได้ การสนับสนุน และความยั่งยืนขององค์กร เมื่อเกิดวิกฤตขนาดใหญ่ การตัดสินใจเพื่อรักษาธุรกิจหลักจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

แต่ในฐานะแฟนกีฬา ความเสียดายก็ยังคงอยู่ได้พร้อมกับความเข้าใจในเหตุผลทางธุรกิจ

สรุป ปิดทีมไปแล้ว แต่สิ่งที่สร้างยังไม่หายไป

เรื่องราวของ ทีมค้างคาวอมตะ เป็นเครื่องเตือนใจว่า การสร้างกีฬาอาชีพให้แข็งแรงต้องอาศัยมากกว่าทีมที่เก่งในสนาม

ต้องมีทั้งระบบการแข่งขัน สื่อ สนาม บุคลากร งบประมาณ ผู้สนับสนุน และฐานแฟนที่เติบโตไปพร้อมกัน

วิกฤตโควิด-19 อาจทำให้เส้นทางของทีมต้องจบลงเร็วกว่าที่หลายคนคาดหวัง และทำให้เราไม่มีโอกาสได้เห็นว่าทีมชุดที่กำลังทำผลงานดีใน ABL 2019–2020 จะไปได้ไกลเพียงใด

แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ทีมนี้ เคยทำให้บาสเกตบอลไทยถูกมองในภาพที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

รองแชมป์ ABL การขึ้นโพเดียม FIBA Asia Champions Cup ความสำเร็จใน TBL รวมถึงมาตรฐานด้านการถ่ายทอดสด สนาม ระบบสถิติ และการสร้างบุคลากร ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์บาสไทยไปแล้ว

วันหนึ่งอาจมีสโมสรใหม่ที่ลงทุนจริงจัง สร้างระบบครบวงจร และพาบาสเกตบอลไทยกลับไปสร้างกระแสในระดับอาเซียนและเอเชียอีกครั้ง

แต่สำหรับคนที่เคยอยู่ในยุคของค้างคาวอมตะ ชื่อนี้ คงยังเป็นหนึ่งในคำตอบเสมอ เมื่อถูกถามว่าเคยมีทีมไหนทำให้รู้สึกว่า “บาสเกตบอลไทยกำลังจะไปได้ไกลกว่านี้”

#อัพเดททันทุกข่าวกีฬา
#ข่าวบาสเกตบอลวันนี้
#ข่าวฟุตบอลอัปเดตล่าสุด

เหยาหมิง

เหยาหมิง จากเด็กยักษ์แห่งเซี่ยงไฮ้ สู่ตำนาน NBA ที่เติบโตใต้ระบบกีฬาจีน

เวมบันยาม่า

เวมบันยาม่า กับจุดอ่อนเกมบุก