Derrick rose ตำนานที่แฟน NBA หลงรักมากที่สุด
ถ้าพูดถึงนักบาสเกตบอล NBA ที่แฟนๆ จำนวนมากยังคงย้อนกลับไปดูไฮไลต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชื่อของ derrick rose จะต้องถูกพูดถึงเสมออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งที่เขาไม่เคยคว้าแชมป์ แม้แต่สมัยเดียว แต่กลับถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ “น่าจดจำที่สุด” ตลอดกาล
เหตุผลสำคัญไม่ได้อยู่ที่จำนวนถ้วยรางวัล แต่อยู่ที่ “ความรู้สึก” ที่เขามอบให้กับเกมบาสเกตบอล โรสคือผู้เล่นที่ทำให้แฟนๆ ลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ด้วยความตื่นเต้น ทุกครั้งที่เขาเร่งสปีดทะลุเข้าไปในวงใน การเล่นของเขาไม่ใช่แค่การทำแต้ม แต่มันคือการแสดงพลัง ความดิบ และสัญชาตญาณของเกมบาสที่บริสุทธิ์ที่สุด
ล่าสุด ชิคาโก้ บูลส์ ได้มอบเกียรติสูงสุดให้กับโรส ด้วยการ รีไทร์เสื้อหมายเลข 1 อย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะไม่มีผู้เล่นคนใดของแฟรนไชส์บูลส์ ได้สวมเสื้อเบอร์นี้อีกตลอดกาล
“1 ROSE” ถูกยกระดับขึ้นไปอยู่บนหิ้งเดียวกับ “23 JORDAN” และ “33 PIPPEN” กลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองชิคาโก้ไปเรียบร้อย
แม้เส้นทางอาชีพจะเต็มไปด้วยคำว่า “ถ้า…”, “น่าเสียดาย” และ “What if” แต่สำหรับแฟนบาสทั่วโลก โดยเฉพาะแฟน NBA ชาวไทย d rose คือภาพจำของคำว่า พรสวรรค์ระดับพระเจ้า ที่โลกบาสเคยได้รับมา แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
Derrick rose จากเด็กน้อย สู่ความหวังใหม่ของแฟรนไชส์
เส้นทางของ derrick rose เริ่มต้นจากเมืองชิคาโก้ เมืองเดียวกับที่เขากลายเป็นตำนานในเวลาต่อมา เขาเติบโตมากับสนามบาสเล็กๆ ในย่านบ้านเกิด ก่อนจะฉายแววโดดเด่นอย่างรวดเร็ว และได้โอกาสไปเล่นระดับมหาวิทยาลัยกับทีมเมมฟิส
แม้จะเป็นเพียงผู้เล่นปี 1 ใน NCAA แต่โรสกลับพาเมมฟิสทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศในปี 2008 ได้อย่างเหลือเชื่อ ฟอร์มการเล่นที่ดุดัน ความเร็วระดับจรวด และความแข็งแกร่งเกินตำแหน่งพอยต์การ์ด ทำให้แมวมอง NBA แทบไม่ต้องคิดนาน
ในการทำ NBA Draft Combine โรสสร้างความฮือฮาทันที ด้วยสถิติ Vertical Jump สูงถึง 40 นิ้ว ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับการ์ด ขณะที่การทดสอบด้านพลัง ความเร็ว และศักยภาพโดยรวม ล้วนอยู่ในระดับท็อปของคลาสดราฟต์
เว็บไซต์ nbadraft ให้คะแนนเขาแบบไม่กั๊ก
-
พลังร่างกาย: 10/10
-
ความเร็ว: 10/10
-
ศักยภาพโดยรวม: 10/10
ปี 2008 ชิคาโก้ บูลส์ ได้สิทธิ์ดราฟต์อันดับ 1 และเลือกโรสทันทีแบบไม่ต้องลังเล เพราะนี่คือโอกาสทองในการฟื้นคืนชีพแฟรนไชส์ หลังจากยุคของไมเคิล จอร์แดน และสก็อตตี้ พิพเพ่น ผ่านพ้นไปนานหลายปี
บูลส์ในเวลานั้น เป็นทีมที่ห่างไกลจากคำว่า “ลุ้นแชมป์” ไม่ได้เข้าเพลย์ออฟต่อเนื่อง นักกีฬาภายในทีมยังไม่มีใครก้าวขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์อย่างแท้จริง การมาของ d rose จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างปลายอุโมงค์ ที่แฟนๆ ทั้งเมืองรอคอย
Chicago bulls ยุค D rose การกลับมาของความหวัง
เมื่อ rose ก้าวเข้าสู่ NBA กับเสื้อของ chicago bulls ทุกอย่างเปลี่ยนไปแทบจะในทันที เขาไม่ได้แค่เล่นดี แต่เล่นด้วยพลัง ความกล้า และความมั่นใจเกินวัย
ฤดูกาลแรก (2008-09) โรสคว้ารางวัล Rookie of the Year ได้สำเร็จ ฤดูกาลที่สอง เขาติด All-Star ยอดขายเสื้อพุ่งขึ้นติดอันดับต้นๆ ของลีก สนามยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ที่เคยเงียบเหงา กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะแฟนบาสอยากเห็นเด็กหนุ่มคนนี้ลงสนาม
สิ่งที่ทำให้โรสแตกต่างจากพอยต์การ์ดทั่วไป คือสไตล์การเล่นแบบ “ทะลุทะลวงเต็มสปีด” เขาไม่ใช่การ์ดสายจ่ายแบบจอห์น สต็อกตัน หรือสตีฟ แนช แต่เป็นการ์ดที่ใช้ร่างกาย ความเร็ว และแรงปะทะในการทำแต้ม
ฤดูกาล 2010-11 คือช่วงพีคสูงสุดของทั้ง ทีมกระทิงดุ และโรส ทีมจบฤดูกาลปกติด้วยสถิติ 62 ชนะ 20 แพ้ ดีที่สุดใน NBA ขณะเดียวกัน โรสทำสถิติเฉลี่ย
25.0 แต้ม / 7.7 แอสซิสต์ / 4.1 รีบาวด์
หลายคนยังจำภาพคลาสสิกของเขาได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเร่งสปีดฉีกแนวรับ ดั๊งค์สองมือเหนือผู้เล่นตัวสูงกว่า หรือเลย์อัพแบบดับเบิลคลัตช์ที่ดูเหมือนจะลอยอยู่กลางอากาศนานกว่าปกติ
ในช่วงเวลานั้น bulls ไม่ได้เป็นแค่ทีมบาส แต่คือความหวังของทั้งเมือง และ rose คือหัวใจของทุกอย่าง
MVP ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์
รางวัล MVP ในฤดูกาล 2010-11 คือ การยืนยันทุกอย่างที่แฟนบาสเห็นมาตลอดปีนั้น rose คว้ารางวัล MVP ด้วยวัยเพียง 22 ปี กับอีก 191 วัน กลายเป็นผู้เล่นอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ทำได้
เขาเป็นผู้เล่นของ chicago bulls คนที่สองที่คว้า MVP ต่อจากไมเคิล จอร์แดน และทำให้ชื่อของเขาถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ลีกทันที
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนั้นกลับมาพร้อมกับความเจ็บปวด
ในรอบชิงแชมป์สายตะวันออก บูลส์พ่ายแพ้ให้กับไมอามี่ ฮีท ที่มี Big 3 อย่าง เลอบรอน เจมส์, ดเวย์น เวด และคริส บอช ความฝันในการเข้าชิง NBA Finals ต้องหยุดลงเพียงเท่านั้น
หลังจากนั้นไม่นาน ทุกอย่างก็พังทลาย
อาการบาดเจ็บ ACL เข่าซ้ายฉีกขาด ในเพลย์ออฟปี 2012 คือ จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดในชีวิตของโรส จากนักกีฬาที่พึ่งพาความเร็วและแรงระเบิดของร่างกาย กลับต้องเผชิญกับการพักฟื้นยาวนาน และการบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้จะพยายามกลับมาเล่นด้วยสไตล์เดิม แต่ร่างกายไม่เอื้ออำนวยอีกต่อไป อาการบาดเจ็บสะสมหลายจุด ทำให้แฟนๆ ต้องยอมรับความจริงว่า MVP derrick rose ในแบบเดิม จะไม่มีวันกลับมาอีกแล้ว
บทสรุปตำนาน Derrick rose ที่โลกบาสไม่มีวันลืม
ท้ายที่สุด derrick rose ปิดฉากช่วงเวลาของเขากับชิคาโก้ บูลส์ และย้ายไปเล่นกับหลายทีม ทั้งนิวยอร์ก นิกส์, มินเนโซต้า ทิมเบอร์วูล์ฟส์, ดีทรอยต์ พิสตันส์ และเมมฟิส กรีซลีย์ ก่อนจะอำลาวงการในปี 2024 ด้วยวัย 35 ปี โดยไม่เคยได้แชมป์ NBA
แต่ในวันที่บูลส์ตัดสินใจ รีไทร์เสื้อเบอร์ 1 คำถามเรื่อง “ทำไมไม่เคยได้แชมป์แต่ยังได้รับเกียรติ” ก็มีคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
เพราะการเป็นแชมป์ ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ผู้คนจดจำคุณ
ภายในพิธีรีไทร์เสื้อ เพื่อนร่วมทีม ตำนานของแฟรนไชส์ และซูเปอร์สตาร์ NBA รุ่นปัจจุบัน ต่างกล่าวยกย่องโรสในฐานะผู้เล่นที่เปลี่ยนยุคสมัย และสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย
คำพูดของลูโอล เด็ง ที่ว่า
“การที่คนยังพูดถึงเรา นั่นแหละคือถ้วยแชมป์ของเรา”
สะท้อนตัวตนของ d rose ได้ชัดเจนที่สุด
บางที ตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อาจไม่ใช่คนที่ชนะมากที่สุด แต่คือคนที่ทำให้ผู้คน รู้สึก มากที่สุด
และในโลกของ NBA ชื่อของ derrick rose จะยังคงถูกพูดถึงเสมอ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

