ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ กับภาพรวมที่สะท้อนว่า พยายามแล้ว แต่ยังไม่ใช่
ตลอดช่วงหลังของฤดูกาลนี้ ภาพที่ชัดเจนที่สุดของ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ คือทีมที่พยายามประคองตัวให้แข่งขันได้ แต่โครงสร้างโดยรวมกลับไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว ทั้งในแง่สมดุลผู้เล่น ความต่อเนื่องของผลงาน และความพร้อมด้านร่างกายของแกนหลัก หลายเกมสะท้อนให้เห็นว่าแม้แผนการเล่นจะถูกวางมาอย่างรัดกุม แต่ข้อจำกัดเชิงบุคลากรทำให้ทีมไม่สามารถยกระดับไปมากกว่านี้ได้ การยอมรับความจริงและกล้าปรับทิศทางจึงอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็นมากกว่าการ ฝืนต่อ ด้วยโครงสร้างเดิม เพราะในโลก NBA ความลังเลมักหมายถึงการถอยหลังมากกว่าการอยู่กับที่ ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับตอนที่ทีมเคยมีสตาร์ดังอย่าง ลูก้า ดอนซิช ที่เคยพาทีมไปถึงรอบ Final แล้ว กับตอนนี้ยิ่งเหมือนฟ้ากับเหว ถึงทีมจะมี Rookie หน้าใหม่เข้ามาแต่ยังไม่สามารถพาทีมไปได้ไกลเท่ากับสตาร์คนเก่าเคยทำไว้
เสาหลักใหม่ของ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ ดาวรุ่งที่น่าปั้น แต่ยังต้องเลือกให้ชัด
ในความไม่แน่นอนของทีมชุดปัจจุบัน สิ่งที่ถือเป็นสัญญาณบวกของ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ คือการได้เห็นศักยภาพของดาวรุ่งอย่าง คูเปอร์ แฟล็กก์ ดราฟต์อันดับ 1 ที่แสดงให้เห็นทั้งทักษะ ความนิ่ง และความเข้าใจเกมเกินวัย จนถูกมองว่าอาจเป็นแกนหลักของยุคใหม่ได้ ขณะที่ ไรอัน เนมฮาร์ด แม้จะเริ่มต้นฤดูกาลได้ดี แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงที่เกมถูกอ่านมากขึ้น ข้อจำกัดด้านรูปร่างที่สูงเพียง 5 ฟุต 11 นิ้ว กลายเป็นจุดอ่อนชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อถูกนำไปเปรียบเทียบกับการ์ดต้นแบบอย่าง จาเลน บรันสัน ที่มีความแข็งแรงและหลากหลายกว่า การตัดสินใจว่าจะ ปั้นใครเป็นหลัก จึงเป็นโจทย์สำคัญของฝ่ายบริหารในอนาคตอันใกล้ แน่นอนว่าแฟนบาสส่วนใหญ่ต่างต้องอวย เด็กดราฟต์อันดับ 1 อยู่แล้ว แต่ในแง่ของการสร้างที่ระยะยาวนั้น หลายคนเล็งเห็นว่าต้องมีผู้เล่นที่มีความเก๋าและมีประสบการณ์มาคอยช่วย จะให้พึ่งแต่ แอนโทนี เดวิส ที่เจ็บออดๆแอดๆ เห็นทีจะไม่เวิร์คอย่างที่ผู้บริหารของทีมคิด
ผู้เล่นประสบการณ์สูง บางคนยังไปต่อได้ บางคนคือภาระของโครงสร้างทีม
ฝั่งผู้เล่นประสบการณ์ของ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ สถานการณ์ค่อนข้างแตกต่างกันอย่างชัดเจน แดเนียล แกฟฟอร์ด ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่า ด้วยอายุที่ยังไม่ถึง 30 ปี และผลงานที่สม่ำเสมอ หากไม่เจออาการบาดเจ็บซ้ำรอยเดิม เขายังช่วยทีมได้อีกหลายฤดูกาล ในทางกลับกัน แอนโทนี่ เดวิส กลับกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของแฟรนไชส์ ทั้งอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง และภาระสัญญาที่ยังเหลืออีก 2+1 ปี มูลค่ารวมกว่า 170 ล้านดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นการ Buyout หรือ Waive and Stretch ล้วนส่งผลต่อเพดานค่าเหนื่อยในระยะยาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วน เคลย์ ทอมป์สัน ที่ถูกลดบทบาทเป็นตัวสำรอง แม้ยังพยายามทำเพื่อทีม แต่ฟอร์มที่ไม่คงเส้นคงวา ทำให้อนาคตของเขากับทีมดูไม่มั่นคงนัก โดยส่วนตัวแล้วคิดว่า คนหาปลาอย่างพี่เคลย์ชาวเลนั้น คงจะกลับมาฟอร์มเปรี้ยงปร้างเหมือนตอนอยู่สะพานทองไม่ได้ เนื่องจากแผนการเล่นของทีมนั้นมันคนละแบบกัน ที่สะพานทองจะมี เดรย์มอน กรีน คอยเซ็นสกรีนและจ่ายบอลให้ตลอด ต่างจากที่ดัลลัส ที่ส่วนใหญ่จะเป็นแผนการเล่น iso แล้วหากมีตัวประกบมารุมถึงจะถ่ายบอลออกไป ซึ่งสไตล์แบบนี้อาจจะไม่เหมาะกับพี่เคลย์ซักเท่าไหร่ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์อาการบาดเจ็ดที่ดูเหมือนจะยังรบกวนจิตใจของแกอยู่ไม่น้อย รู้สึกว่าตั้งแต่หายเจ็บกลับมา แกก็ไม่เป็นตัวของตัวเองอีกเลย
ตัวแปรด้านการบริหารและโค้ช จุดเปลี่ยนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากผู้เล่นแล้ว โครงสร้างนอกสนามของ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ ก็อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เจสัน คิดด์ มีโอกาสสูงที่จะอำลาตำแหน่งหลังจบฤดูกาล ไม่ว่าจะเป็นการออกจากทีมโดยสิ้นเชิง หรือถูกปรับบทบาทไปทำงานด้านบริหาร ขณะที่ผู้เล่นอย่าง ดิเร็ต ไลฟลี่ย์ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเซ็นเตอร์อนาคตไกล กลับเจอปัญหาอาการบาดเจ็บต่อเนื่องจนเริ่มถูกตั้งคำถามว่าอยู่ในแผนระยะยาวหรือไม่ ด้านผู้เล่นเสริมอย่าง ดิแองเจโล่ รัสเซลล์ และ คาเล็บ มาร์ติน ดูเหมือนจะไม่ตอบโจทย์ทีมในเชิงแท็กติกเท่าไหร่ เพราะทั้ง 2 คนนั้นเลยจุดพีคมาไกลแล้ว และยังไม่สามารถเป็นทีมสำรองที่ไว้ใจได้อีกตั้งหาก แม้ ดิแองเจโล่ จะเคยฟอร์มดีแค่ไหน แต่เขาก็ไม่สามารถที่จะขึ้นมานำทีมได้อย่างแท้จริง ยิ่งเวลาบีบๆนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย มีแต่ลนกับลานเท่านั้น ในขณะที่ เจเดน ฮาร์ดี้ ถูกจับตามองว่าจะเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนการเปลี่ยนผ่านของทีม ส่วน แบรนดอน วิลเลี่ยมส์ และ นาจิ มาร์แชลล์ ยังต้องพิสูจน์ตัวเองต่อไป
ทางเลือกของ ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ รีบิวด์จริงจัง หรือประคองต่อแบบเสี่ยงสูง
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอาการบาดเจ็บของ ไครี่ เออร์วิ่ง ที่อาจพักยาวจนพลาดทั้งฤดูกาล การตัดสินใจเกี่ยวกับ พีเจ วอชิงตัน ที่อาจถูกเก็บไว้เป็นกำลังหลักหรือใช้เป็นสินทรัพย์เทรด รวมถึงอนาคตของ แม็กซ์ คริสตี้ และตำนานอย่าง ดไวท์ พาวล์ ที่กำลังหมดสัญญา ทุกอย่างกำลังชี้ไปที่คำถามเดียวกันว่า ดัลลัส แมฟเวอร์ริกส์ จะเลือกทางไหน ระหว่างการรีบิวด์ทีมอย่างจริงจัง หรือการประคองสถานการณ์ด้วยความเสี่ยงสูง ในวันที่ นิโก้ แฮร์ริสัน ออกจากตำแหน่งไปแล้ว นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการ เริ่มต้นใหม่ เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงกว่าเดิม แทนการยึดติดกับความหวังระยะสั้นที่อาจไม่คุ้มค่ากับอนาคตของแฟรนไชส์ และใช่ครับดูเหมือนว่า นิโก้ จะคิดผิดที่ยอดเทรด ลูก้า แลกกับ แอนโทนี เดวิส ในเชิงทฤษฎีแล้วมันดูเป็นการเทรดที่โอเคก็จริง แต่ในทางปฏิบัตินั้นมันไม่ได้เลย ถ้าหาก แอนโทนี เดวิส กับ ไครี ไม่เจ็บบ่อยขนาดนี้ หรือแม้แต่ เคลย์ ฟอร์มดีเหมือนที่สะพานทองซักหน่อย ผมเชื่อว่าทีมๆนี้ เป็นทีมที่น่ากลัวเลยละ แต่ก็นั่นแหละครับ ความจริงมันไม่เป็นแบบนั้นทั้ง เดวิส และ ไครี ต่างประสบปัญหาอาการบาดเจ็บกันทั้งคู่ ฟอร์มพี่เคลย์ออกทะเลยังหาทางกลับไม่เจอ ครั้นจะให้แต่ Rookie คูเปอร์ แฟล็กก์ แบกทีมได้เหมือนตอน เลบรอน เจมส์ โดนดราฟ มันก็ไม่ใช่ สิ่งทั้งหมดนี้ก็ต้องดูกันครับว่า ทางทีมจะมีแผนการอย่างไรต่อไป สุดท้ายผมก็ได้แต่เอาใจช่วยให้ทีมกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง

