Gui Santos จากตัวโดนบ่น สู่ตัวจริงที่แฟนเริ่มยอมรับ
ว่ากันด้วยเรื่องของ Gui Santos ถ้าย้อนกลับไปช่วงแรกๆ ต้องพูดตรงๆ แบบไม่อ้อมค้อมเลยว่า ภาพจำของแฟนบาส (รวมถึงผมด้วย) คือ ตัวกีกี้ที่วิ่งไปวิ่งมาแบบไม่มีประโยชน์อะไรเลย มากกว่าจะเป็นผู้เล่นที่มี Impact อะไรกับทีมได้จริงจัง การที่เขาเป็นดราฟต์อันดับท้ายๆ ไม่ได้มีโปรไฟล์หรูหรา แถมยังมาจากบราซิล ทำให้ความคาดหวังแทบจะติดลบตั้งแต่ยังไม่ทันลงสนามด้วยซ้ำ
หลายคนตั้งคำถามทันทีว่าทำไมเขาถึงได้โอกาสลงเล่น ทั้งที่ดูแล้วไม่ได้มีสกิลเด่นชัด ไม่ได้ยิงคม ไม่ได้เลี้ยงเทพ ไม่ได้เป็นตัวทำเกม แต่สิ่งเดียวที่เห็นชัดคือ “ความขยัน” ซึ่งในโลก NBA บางทีมันก็ดูไม่พอ โดยเฉพาะในสายตาแฟนที่อยากเห็นอะไรหวือหวา
แต่บางทีเรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลา และ เด็กคนนี้ ก็เป็นตัวอย่างของคำว่า “อย่าพึ่งตัดสินเร็วเกินไป” แบบชัดเจนมากๆ
Gui Santos กับเส้นทางจาก Draft ท้ายสู่โอกาสใน NBA
เส้นทางของ Gui Santos ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยแม้แต่นิดเดียว จากการถูกเลือกในอันดับที่ 55 ซึ่งปกติแล้วผู้เล่นระดับนี้มีโอกาสหลุดจากลีกสูงมาก เขาเริ่มต้นจาก Summer League ก่อนจะถูกส่งไปพัฒนาฝีมือกับทีมสำรอง
การต้องไต่เต้าจากจุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อคุณไม่ได้มีสกิลที่โดดเด่นจนโค้ชต้องเรียกใช้ทันที เด็กดราฟท์เบอร์ท้ายคนนี้ ต้องเรียนรู้ระบบ ต้องปรับตัวกับสปีดเกมที่เร็วขึ้น และที่สำคัญคือ “ต้องหาว่าตัวเองมีประโยชน์กับทีมตรงไหน”
ช่วงแรกเขาดูเกร็งอย่างเห็นได้ชัด เล่นเหมือนกลัวพลาด จะยิงก็ลังเล จะลุยก็ไม่สุด เพราะการขึ้นมาอยู่ในทีมใหญ่แบบกะทันหันมันกดดันจริงๆ สุดท้ายเลยกลายเป็นผู้เล่นที่เหมือน “ยังหาที่ของตัวเองไม่เจอ”
แต่สิ่งที่เขาไม่เคยขาดเลยคือ วินัยในการทำงาน และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง
Golden State Warriors กับวิกฤตที่เปิดทางให้ฮีโร่จำเป็น
จุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ฟอร์มของ Santos แต่คือ สถานการณ์ของทีม Golden State Warriors ที่เจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานแทบจะยกชุด จากทีมลุ้นแชมป์กลายเป็นทีมที่ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในแต่ละเกม
เมื่อผู้เล่นตัวหลักหายไปทีละคน นาทีในสนามก็กลายเป็นของผู้เล่นที่เหลืออยู่ และนี่แหละคือจังหวะที่คำว่า “Underdog Mentality” โผล่มาแบบเต็มๆ
ในวันที่ไม่มีซูเปอร์สตาร์ให้พึ่ง ทีมต้องการคนที่พร้อมจะทำทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงหน้าที่ และSantos ดันเป็นหนึ่งในคนที่ตอบโจทย์นี้ที่สุด
เขาไม่ได้เล่นสวย ไม่ได้มีไฮไลต์หวือหวา แต่เขา “ทำในสิ่งที่ทีมต้องการ” แบบตรงจุด ถ้าทีมต้องการ 3 คะแนน เขายิง ถ้าต้องการรีบาวด์ เขาก็พุ่งเข้าไปแย่ง ถ้าไม่มีใครกล้าลุยวงใน เขาก็เป็นคนเข้าไปชนเอง มันคือบาสแบบบ้านๆ แต่โคตรมีประโยชน์
และในเกมที่ทีมสะพานทองปะทะกับ Brooklyn Nets ทำให้ฟอร์มเด็กคนนี้ระเบิดขึ้นมา ในเกมนั้นเขาทำสถิติ
- 31 คะแนน (Career High)
- ยิง 11/16 FG
- ยิงสามแต้ม 4/6 3PT
- เป็นคนทำแต้มสูงสุดของทีม
- พาทีมชนะ 109-106 แบบคัมแบ็ค
ครึ่งแรกยิงแทบไม่พลาด ช่วงท้ายเกมมีส่วนสำคัญใน run ที่พลิกเกม Efficiency โคตรโหด (ยิงลงเกิน 65%) พูดง่ายๆ คือ ไม่ได้แค่ยิงเยอะ แต่ยิงคม แถม ยิงถูกจังหวะ อีกต่างหาก
Steve Kerr กับความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนชีวิตผู้เล่นคนหนึ่ง
อีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญมากคือ ความเชื่อมั่นจากโค้ชอย่าง Steve Kerr ที่มองเห็นบางอย่างในตัว Santos ตั้งแต่วันที่แฟนๆ ยังมองไม่ออก
Kerr เป็นโค้ชที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้โอกาสผู้เล่นที่ “เข้าใจระบบ” และ “เล่นเพื่อทีม” มากกว่าคนที่มีสกิลล้นแต่เล่นนอกแผน ซึ่ง เจ้าหนูจากบราซิลนี่ ตอบโจทย์นี้แบบเต็มๆ
เมื่อเขาเริ่มได้รับนาทีมากขึ้น ความมั่นใจก็ตามมาแบบเป็นขั้นเป็นตอน จากคนที่เคยลังเล กลายเป็นคนที่กล้าตัดสินใจมากขึ้น เล่นเร็วขึ้น และที่สำคัญคือ “เล่นแบบไม่กลัวพลาด”
สิ่งที่เห็นชัดคือ การพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้พุ่งพรวด แต่มั่นคง เขาเริ่มอ่านเกมได้ดีขึ้น รู้จังหวะว่าควรทำอะไร และลดความผิดพลาดที่ไม่จำเป็นลง
นี่แหละคือ ผลลัพธ์ของความเชื่อใจจากโค้ช ที่เปลี่ยนผู้เล่นโนเนมให้กลายเป็นกำลังสำคัญของทีมได้จริง
บทสรุปของ Gui Santos ความพยายามที่แฟนบาสต้องยอมรับ
สุดท้ายแล้วเรื่องของ Gui Santos มันไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ระดับท็อป ไม่ใช่เรื่องของสตาร์ที่แบกทีม แต่มันคือเรื่องของ “ความพยายามล้วนๆ”
เขาไม่ได้เก่งที่สุดในสนาม แต่เขาเป็นคนที่ “ทำสิ่งเล็กๆ ได้ถูกเวลา” และในวันที่ทีมกำลังเป๋ นั่นแหละคือ สิ่งที่มีค่ามากที่สุด
ผู้เล่นสไตล์นี้ปกติจะเป็นขวัญใจโค้ช แต่ไม่ค่อยถูกใจแฟน เพราะมันไม่ได้หวือหวา แต่กรณีของ Santos มันต่างออกไป เพราะจังหวะชีวิตมันลงล็อกพอดี ในวันที่ทีมแทบไม่เหลือใครให้หวัง เขากลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้แฟนยังอยากเปิดดูเกมจนจบ
เอาจริงๆ ไม่ได้อยากจะโรแมนติไซส์ช่วงเวลาที่ทีมฟอร์มเละ แต่ก็ต้องยอมรับตรงๆ ว่า ในกองซากปรักหักพังนั้น เด็กคนนี้ คือหนึ่งในไม่กี่อย่างที่ “ดูแล้วมันมีความหวัง” จริงๆ

